ค้นหา
ไทย
  • English
  • 正體中文
  • 简体中文
  • Deutsch
  • Español
  • Français
  • Magyar
  • 日本語
  • 한국어
  • Монгол хэл
  • Âu Lạc
  • български
  • Bahasa Melayu
  • فارسی
  • Português
  • Română
  • Bahasa Indonesia
  • ไทย
  • العربية
  • Čeština
  • ਪੰਜਾਬੀ
  • Русский
  • తెలుగు లిపి
  • हिन्दी
  • Polski
  • Italiano
  • Wikang Tagalog
  • Українська Мова
  • อื่น ๆ
  • English
  • 正體中文
  • 简体中文
  • Deutsch
  • Español
  • Français
  • Magyar
  • 日本語
  • 한국어
  • Монгол хэл
  • Âu Lạc
  • български
  • Bahasa Melayu
  • فارسی
  • Português
  • Română
  • Bahasa Indonesia
  • ไทย
  • العربية
  • Čeština
  • ਪੰਜਾਬੀ
  • Русский
  • తెలుగు లిపి
  • हिन्दी
  • Polski
  • Italiano
  • Wikang Tagalog
  • Українська Мова
  • อื่น ๆ
ชื่อ
การถอดเสียง
ต่อไป
 

การประชุมนานาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนที่ 11 จาก 18 ตอน

รายละเอียด
ดาวน์โหลด Docx
อ่านเพิ่มเติม
ในตอนนี้ ดร.วิลล์ ทัตเทิล (วีแกน) ผู้เขียน "อาหารเพื่อสันติภาพโลก” มาพูดถึงความเมตตาที่มีต่อชาวสัตว์ ที่เพิ่มมากขึ้น จะสามารถ เปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร

(ดร.ทัตเติล คุณอยากจะแสดง ความคิดเกี่ยวกับแง่มุมวิวัฒนาการ ของวิกฤตทางจิตวิญญาณนี้หรือไม่?)

Dr. Will Tuttle: ครับ สิ่งที่ผมค้นพบ จากการค้นคว้าเรื่องนี้ มาเป็นเวลานานก็คือ เราทุกคนเกิดมาในวัฒนธรรม ที่มีแก่นแท้ที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม ที่เราไม่สามารถพูดถึงได้ และในวัฒนธรรมของเรา การพูดถึงเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะลึก ๆ แล้ว เรารู้สึกเสียใจ และเศร้าโศกอย่างมาก ต่อความโหดร้าย ที่เรากระทำต่อสัตว์ อย่างเป็นประจำทุกวันในวัฒนธรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการบริโภค ความบันเทิง หรือการวิจัยก็ตาม และดังนั้น การพูดถึงเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องต้องห้าม และผมคิดว่า นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก ที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีคุณค่ามาก เพราะเราได้พูดคุยกันถึง สิ่งที่ถือเป็นเรื่องต้องห้าม และมักจะมีความรู้สึกเช่นนี้ เสมอเมื่อพูดถึง เรื่องต้องห้าม ว่า "โอ้ ไม่นะ อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย" แต่ก็มีอีกแง่มุมหนึ่งที่ว่า "โอ้โห นี่เป็นเรื่องที่ทรงพลังมาก ที่จะพูดถึง"

และผมเชื่อว่านี่คือ เงามืดที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกที่สุด ในวัฒนธรรมของเรา และแก่นแท้ของเรื่องนี้ก็คือ แนวคิด แบบลดทอนนิยมนั่นเอง เราได้รับ การสอนมา ตั้งแต่แรกเกิด และเริ่ม กินอาหาร ที่ถูกบังคับให้กิน ในวัฒนธรรมนี้ หลังจากที่เราหย่านม ของแม่ไปแล้ว เราก็จะได้รับเนื้อและน้ำย่อย จากสัตว์ที่ถูกทารุณกรรมมาแทน ดังนั้นเราจึงถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก ให้ลดทอนสิ่งมีชีวิต ให้เหลือเพียงสิ่งของ เป็นเพียงสินค้าเท่านั้น ดังนั้น มันจึงเป็นความคิด แบบมองชีวิตเป็นสินค้า เป็นความคิดแบบลดทอนคุณค่า นอกจากนี้ยังเป็นความคิดแบบกีดกัน เพราะเราเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่า ควรกีดกันสิ่งมีชีวิตบางชนิดออกจาก ขอบเขตความเมตตาของเรา และเมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็จะสามารถใช้ความรุนแรง ต่อพวกเขาได้โดยอัตโนมัติ เพราะเราพูดทำนองว่า "พวกเขาถูกสร้างมา เพื่อให้เราใช้ประโยชน์เท่านั้น" หรือ "พวกเขาไม่มีวิญญาณ"

และทุกสถาบัน ในวัฒนธรรมของเรา ต่างร่วมมือกัน ในการปลูกฝังความคิดนี้ ลงในตัวเราทุกคน ตั้งแต่แรกเกิด สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันสื่อมวลชน รัฐบาล กฎหมาย และทุกสถาบันในทุกวัฒนธรรม ล้วนทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้วัฒนธรรมนั้น ดำรงอยู่และสืบสานต่อไป ไม่ว่าวัฒนธรรมนั้น จะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไปในทางทำลายล้าง และรุนแรง หรือจะเป็นไปในทาง ที่ชาญฉลาดและเมตตา สถาบันต่างๆ ในวัฒนธรรมนั้นก็ทำงาน ในลักษณะนั้นโดยธรรมชาติ

ดังนั้นสิ่งที่ผมตระหนักได้ก็คือ เราทุกคนถูกบังคับให้มีส่วนร่วม ในความรุนแรงในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีพื้นฐานมาจากแนวคิดลดทอน คุณค่า การทำให้เป็นสินค้า การเอารัดเอาเปรียบ และการกีดกัน และโดยพื้นฐานแล้ว ผมคิดว่า มันลึกซึ้งกว่านั้นอีก คือเรื่องของการขาดการเชื่อมโยง ซึ่งเราเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็ก ที่จะแยกความจริงที่อยู่ตรงหน้าเรา ในทุกมื้อเช้า กลางวันและเย็น ออกจากความจริง ที่อยู่เบื้องหลังกว่าจะได้ สิ่งเหล่านั้นมาอยู่ตรงหน้าเรา ดังนั้น เราจึงเรียนรู้ศิลปะแห่ง การตัดขาดจากโลกภายนอก ตั้งแต่อายุยังน้อยผ่านการฝึกฝน และเราก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะ แห่งการตัดขาดจากโลกภายนอก เมื่ออายุ 10 12 หรือ 15 ปี ดังนั้นเราจึงสามารถ ทำลายป่าฝน ตัดต้นไม้ทั้งหมด ทำลายพวกเขา และเราก็แค่เพิกเฉย และพูดว่า "โอ้ มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรอก"

และมหาสมุทร ก็กำลังถูกทำลาย แต่เรากลับไม่ใส่ใจต่อเรื่องนั้น และลูก ๆ ของเรากำลัง ฆ่าตัวตายเพราะความสิ้นหวัง และเราก็เพิกเฉยต่อเรื่องนั้น ดังนั้น ผมคิดว่าแก่นแท้ ของข้อห้ามทางวัฒนธรรม พื้นฐานทั้งหมด ที่เรากำลังพูดถึงในวันนี้ คือความคิดที่วัฒนธรรมของเรา ปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะก้าวข้ามและพัฒนาไปให้พ้น ผมคิดว่าเรารู้กันดีอยู่แล้ว ในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้นว่า จุดประสงค์ของเราบนโลกใบนี้ คือการเติบโต การตื่นรู้ และการเป็นพรที่มีชีวิตอยู่ในโลก เรามาอยู่ที่นี่เพื่อมอบพร ให้โลกอย่างแท้จริง และเพื่อค้นพบวิธีการเฉพาะตัว ของเราในการเป็นพรนั้น

และนี่แหละ ผมคิดว่า นี่คือความท้าทายที่แท้จริง ที่เราเผชิญในฐานะสังคม และเหตุผลที่สำคัญที่สุด ที่ว่าทำไมการเป็นวีแกน จึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด – เพราะการเป็นวีแกน ก็คือการรับผิดชอบต่อผลกระทบ ที่แผ่ขยายออกไปจากชีวิตของผม สู่โลกภายนอก และนี่คือแนวคิดของการยอมรับ ความแตกต่างอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่า "ฉันจะรวมสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไว้ใน ขอบเขตแห่งความเมตตาของฉัน" ดังนั้น มันจึงเป็นทัศนคติ ที่ช่วยเยียวยาและเสริมสร้าง ชีวิตอย่างแท้จริงและอย่างยิ่ง แต่มันไม่ใช่แค่ทัศนคติ มันคือ การใช้ชีวิตตามทัศนคตินั้นจริง ๆ คุณไม่สามารถเป็นวีแกนได้ใน ทางทฤษฎีเท่านั้น มันใช้งานได้จริง และนี่คือเหตุผลที่ผมรักมันมาก มันเป็นสิ่งที่เราใช้ชีวิต และทำอยู่จริง ๆ

และผมคิดว่าโดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่มักมองว่า การปฏิเสธนั้นเหมือนกับการพูดว่า "ไม่" ตลอดเวลา คุณบอกว่า "ไม่ ขอโทษ ฉันไม่ทานสิ่งนี้ ฉันไม่กินไอศกรีม ฉันไม่กินไข่ ฉันไม่กินชีส และไม่ ไม่ ไม่" แล้วคนก็พูดว่า "โอ้โห คุณมองโลกในแง่ลบจังเลย คุณแค่ปฏิเสธสิ่งนี้ และปฏิเสธสิ่งนั้นไป คุณจะไม่ไปสวนสัตว์ คุณจะไม่ไป..." แต่ที่จริงแล้ว ผมคิดว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือต้องจำไว้ว่าทัศนคติที่ดูเหมือน เป็นลบอย่างการพูดว่า "ไม่" นั้น แท้จริงแล้วตั้งอยู่บน พื้นฐานของ "ใช่" อย่างยิ่ง – "ใช่" ต่อความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ความยั่งยืน เสรีภาพ สันติภาพ พระพร และความยุติธรรมต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และด้วยความห่วงใยในเรื่องนี้เอง เราจึงดำเนินชีวิตโดยแสดง ความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจ ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วย การปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน ให้พี่น้องของเราไปทำงานที่โหดร้าย ทารุณ และลดทอนศักดิ์ศรี อย่างการฆ่าพวกเขา

และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง กล่าวว่า "ความรุนแรงที่ใดก็ตาม ย่อมส่ง ผลกระทบต่อทุกคนทุกหนทุกแห่ง เราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน" ดังนั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญ คือต้องจำไว้ว่า ถ้าผมควักกระเป๋าเงินออกมาแล้ว จ่ายเงินให้ใครสักคน เพื่อกักขังวัวหรือไก่ หรือทารุณสัตว์เหล่านี้ เพื่อเป็นอาหารในรูปแบบใดก็ตาม ผมเองนั่นแหละ คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนั้น ผมจ้างพวกเขาให้ทำงาน ที่ผมไม่อยากทำเองเลยสักนิด และด้วยเหตุนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่แฝงอยู่ คือข้อความเชิงบวก อย่างเหลือเชื่อที่ว่าเราสามารถ เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของเราได้

ในหนังสือ "อาหารเพื่อสันติภาพโลก” หนึ่งในประเด็นที่ผมพูดถึง ในช่วงต้นของหนังสือคือ การปฏิวัติครั้งสุดท้ายที่วัฒนธรรมนี้ เคยประสบมานั้นเกิดขึ้น เมื่อประมาณแปดถึงสิบพันปีที่แล้ว และผมเรียกมันว่า "การปฏิวัติการเลี้ยงสัตว์" ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราเริ่มต้นในประเทศที่ ปัจจุบันคืออิรัก โดยเริ่มจากการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง

ครั้งแรกที่ผู้คนเริ่มเลี้ยงสัตว์ และมองพวกเขา เป็นเพียงทรัพย์สิน นั่นคือการลดทอนคุณค่าพื้นฐาน และนั่นก็ก่อให้เกิด สิ่งอื่น ๆ ตามมา เราเริ่มเป็นเจ้าของมนุษย์ การค้าทาส จึงเกิดขึ้นเราเริ่มมีกลุ่มคนร่ำรวย และชนชั้นสูงที่เกิดขึ้นมา และพวกเขาเป็นเจ้าของเงินทุน "เงินทุน" หมายถึง "หัว" เช่น หัวของปศุสัตว์ ดังนั้นระบบทุนนิยมแรกเริ่ม จึงเกิดขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อน โดยมีชนชั้นสูง ผู้มั่งคั่งเป็นผู้เกิดขึ้น และเป็นเจ้าของทุน พวกเขาต้องการที่ดินเพิ่ม พวกเขาต้องการเงินทุนเพิ่ม ในสมัยนั้น วิธีที่เร็วที่สุด ที่จะร่ำรวยอย่างรวดเร็ว คือการขโมย ซึ่งก็คือการทำสงครามและต่อสู้ กับนายทุนคนอื่น ๆ เพื่อขโมย ปศุสัตว์ของพวกเขา หรือชิงปศุสัตว์ของพวกเขามา โดยการเอาชนะพวกเขาในการรบ คำแรกสุดที่ใช้เรียก "สงคราม" บนโลกใบนี้เท่าที่เราทราบ คือคำในภาษาสันสกฤตโบราณว่า "กาฟยา" ซึ่งหมายถึงความปรารถนา ที่จะมีปศุสัตว์เพิ่มมากขึ้น นั่นเป็นคำแรกที่ใช้เรียก "สงคราม"

และผู้ที่พ่ายแพ้ โดยพื้นฐานแล้ว ปศุสัตว์ของพวกเขากลายเป็นสมบัติ ของผู้ที่ชนะ ส่วนผู้ชายกลายเป็นทาส และผู้หญิงกลายเป็นนางสนม และมันเป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย มากจริง ๆ และมันได้เผยให้เห็น ด้านที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์ พวกผู้ชายต้องกลายเป็นคน แข็งกระด้าง โหดเหี้ยม ไร้ความรู้สึก และตัดขาด จากอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ผู้หญิงถูกลดทอนคุณค่า เหลือเพียงทรัพย์สิน ที่ถูกซื้อขาย เหมือนทรัพย์สินส่วนบุคคล หากคุณลองดูงานเขียน ชิ้นแรกสุดที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นมหากาพย์กิลกาเมช งานเขียนของชาวสุเมเรียนโบราณ มหากาพย์อีเลียด มหากาพย์โอดิสซี และงานเขียน ในพันธสัญญาเดิม คุณจะเห็นว่า เมื่อถึงยุคประวัติศาสตร์ เมื่อสามพันปีก่อน ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ได้รับการวางรากฐานไว้แล้ว มีระบบทาส และผู้หญิง ถูกมองว่าเป็นทรัพย์สิน และธรรมชาติและสัตว์ป่า ก็ถูกลดสถานะลง เหลือเพียงแค่ศัตรูพืชเท่านั้น พวกเขาอาจจะเข้ามารบกวน ปศุสัตว์ของเรา เราจึงต้องการกำจัดพวกเขาออกไป

และใครก็ตาม ที่เป็นเจ้าของทุนมากที่สุด เป็นเจ้าของแกะ แพะ และวัวมากที่สุด พวกเขาก็คือผู้ที่ควบคุมสังคม พวกเขาควบคุมสถาบันทั้งหมด พวกเขามีอำนาจควบคุมศาสนา และการศึกษา แล้วในปัจจุบัน สิ่งนี้แตกต่างออกไปหรือไม่? ผมหมายถึง ทำไมทุกวันนี้ การทำสงครามยังคงเป็น สิ่งที่สร้างผลกำไรมากที่สุด สำหรับชนชั้นสูงที่ร่ำรวย เพราะเรายังคง กินอาหารแบบเดิมอยู่ เมื่อถึงที่สุด เราก็ กลับบ้าน ไปกินเนื้อสัตว์ ที่ถูกทารุณกรรม และกินของเหลว ที่สัตว์เหล่านั้นขับออกมา ดังนั้นเราจึงยังคง รักษาสถาบันเดิมเอาไว้ และนั่นคือเหตุผลที่เรา ประสบปัญหามากมาย ในการสร้างความก้าวหน้า อย่างมีนัยสำคัญในโลกใบนี้ และในความพยายามทั้งหมด เพื่อความยุติธรรมและความยั่งยืน เพราะเรายังคงกิน อาหารแบบเดิม ๆ อยู่

เรายังคงตอกย้ำความคิดที่ว่า "อำนาจคือความถูกต้อง" อยู่ภายในตัวเราเองอย่างต่อเนื่อง ความคิดที่ว่าเราสามารถ กีดกันสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ออกจาก ขอบเขตความเห็นอกเห็นใจของเรา และความคิดที่ว่าสงคราม เป็นวิธีที่ดีในการหาเงิน และนี่คือ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมนี้ นี่คือความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ในวัฒนธรรมของเรา ซึ่งไม่มีใครกล้าที่จะมองข้ามไป การพูดถึงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องต้องห้าม เมื่อเราเริ่มมองเห็นมันแล้ว เราก็จะเข้าใจ ภาพรวมของวัฒนธรรมของเรา และเราจะตระหนักว่า เหตุใด วิถีวีแกน จึงมีความสำคัญยิ่ง เหตุใดจึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุด ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ เพื่ออวยพรโลกของเรา และเหตุใดจึงไม่มีสิ่งใด ที่เมตตา ศักดิ์สิทธิ์ และสูงส่งไปกว่า การรับภารกิจในการเผยแพร่ ข้อความวีแกน เพราะแก่นแท้ของวิถีวีแกน อีกสิ่งคือ การกดขี่เพศหญิง สัตว์ที่ถูก ทารุณกรรมมากที่สุด ในระบบทั้งหมดนี้ คือสัตว์เพศเมีย ในฟาร์มโคนม ฟาร์มเลี้ยง หมู ไก่ วัว ปลา และสัตว์อื่น ๆ ในเชิงอุตสาหกรรม โดยพื้นฐานแล้ว สัตว์เพศเมีย และวงจรการสืบพันธุ์ของเพศเมีย ถูกควบคุมอย่างโหดร้าย

ดังนั้น เราจะไม่สามารถทำเช่นนี้ กับสตรีเหล่านี้ได้เลย หากเราไม่ตัดขาด จากปัญญาและความอ่อนไหว โดยธรรมชาติของเราเอง ที่รู้ว่าส่วนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ในชีวิตของเรา สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในธรรมชาติ คือแม่ที่ให้กำเนิดลูก ดูแลลูก เลี้ยงลูกด้วยนม และสร้างรัง นี่เป็นสิ่งที่เรา ควรให้เกียรติ และเคารพ

แต่กระนั้น ในฟาร์มโคนม และสถานที่เหล่านั้น โดยพื้นฐานแล้วคือปฏิบัติการข่มขืน และการฆ่าที่ แม่โคนมถูกกักขัง ลูกโคนมถูกขโมย พวกโคนมถูกข่มขืนอีกครั้ง เราผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไป มันจึงไม่เพียงแต่ทำร้าย พวกเขาเท่านั้น แต่ยังทำร้ายเราด้วย

คำสอนทางจิตวิญญาณโบราณ ของทุกศาสนาเน้นย้ำว่า – เมื่อคุณทำร้ายผู้อื่น คุณจะทำร้ายตัวเอง มากกว่าทำร้ายผู้อื่น สิ่งที่เราปรารถนามากที่สุด สำหรับตนเอง เราควรแบ่งปัน ให้ผู้อื่นด้วย ดังนั้น หากผมต้องการ อิสระ สันติสุข ความสุขและความรัก สำหรับตัวเอง ผมก็มีหน้าที่ต้องมอบ สิ่งเหล่านั้นให้ผู้อื่นด้วย ถ้าหากผม มอบความทุกข์ ความเป็นทาส และการครอบงำให้ผู้อื่น สุดท้าย แล้วเราเองก็จะถูกครอบงำเสียเอง นั่นเป็นเหตุผลที่เราพบว่า ในวัฒนธรรมของเรานั้น เรากำลังตกเป็นทาสมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรากำลัง กดขี่ผู้อื่นอยู่ ถ้าเราอยากเป็นอิสระ เราต้อง ปลดปล่อยผู้อื่นให้เป็นอิสระด้วย และนี่คือคำสอนแห่งการหลุดพ้น ซึ่งผมคิดว่าเราทุกคนต่างรู้ดี อยู่ในแก่นแท้ของตัวตนของเรา

ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเติบโต ในเมืองคอนคอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ และผมกินอาหารที่นั่นเยอะมาก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และไข่ ผมจำได้ว่าตอนที่ผมอายุ ประมาณแปดขวบ ผมถามแม่ว่า "นี่คืออาหารที่ทุกคนกินกันเหรอ?" แล้วท่านก็พูดว่า "ใช่ นี่คือสิ่งที่ทุกคนกิน" จากนั้น ท่านก็พูดต่อว่า "อ้อ ก็มีคนกินมังสวิรัติด้วยนะ..." แล้วท่านก็พูดประมาณว่า "แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เธอจะไม่มีวัน ได้เจอคนแบบนั้นหรอก! พวกเขาอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น พวกเขาอยู่ไกล ไม่ต้องห่วง!" ผมจำได้ว่าตอนที่ผมยังเด็ก และอายุประมาณ 12 หรือ 13 ปี ผมเคยไปที่ฟาร์มโคนมแห่งหนึ่ง ผมกำลังเดินทาง ไปเข้าค่ายฤดูร้อน ที่รัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งค่ายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของฟาร์ม โคนมอินทรีย์แห่งหนึ่ง และเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงกลาง ทศวรรษ 1960 หรือประมาณนั้น

มันน่าสนใจมาก เพราะนี่คือสถานที่ที่คุณคิดว่า จะมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเท่านั้น ฟาร์มโคนมอินทรีย์ในรัฐเวอร์มอนต์ และผมจำได้ว่าเราตกลงไป และเราทุกคนได้รับ การสอนให้จับไก่เอง แล้วนำไก่มาวางบน กระดานบนพื้น จากนั้นก็เอาหัวไก่สอดไว้ ระหว่างตะปูสองตัว แล้วในมืออีกข้างของคุณ คุณก็ถือขวานอยู่ และคุณก็ฟันหัวเธอขาดไปเลย แล้วเธอก็จะวิ่งไปวิ่งมา โดยมีเลือดไหลออกมา และเมื่อเธอเสียชีวิต เราก็จะนำร่างของเธอ ไปแช่ในน้ำร้อน แล้วเราก็จะกินไก่ตัวนั้น

และผมจำได้ว่า ตอนนั้น ผมอายุประมาณ 12 หรือ 13 ปี ผมไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องนั้นเลย ผมถูกปลูกฝังความคิดมาเป็นอย่างดี ผมผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น มาเป็นเวลา 12 หรือ 13 ปี วันละสามครั้ง และที่จริงแล้ว ผมก็รู้ว่าไก่ก็คือไก่ แค่นั้นเอง มันไม่มีวิญญาณ และพระเจ้าสร้าง เขาขึ้นมาเพื่อให้เราใช้ประโยชน์ และถ้าผมไม่กินไก่ หรือเนื้อสัตว์นี้ ผมจะตายภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากขาดโปรตีน ผมคงตายไปแล้ว! ดังนั้นคุณจึงต้องลงมือทำ มันถูกตั้งค่าไว้แบบนั้น และผมจำได้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน เราก็ทำแบบเดียวกันกับวัวตัวหนึ่ง วัวตัวหนึ่งให้นม ไม่เพียงพอ และเราก็ถูกพามาที่ฟาร์ม โคนมอินทรีย์แห่งนี้ และเรายิงวัว ที่หัวด้วยปืนไรเฟิล สามครั้ง แล้วเธอก็ล้มลงกับพื้น และเขาจึงตัดหัวเธอออก และเลือดไหลนองไปทั่ว เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากอย่างใจเย็น แล้วพูดว่า "คุณต้องทำอย่างนั้น คุณต้องตัดเส้นเลือดเหล่านั้น ในขณะที่หัวใจยังเต้นอยู่ มิเช่นนั้น เนื้อนั้นจะน่าขยะแขยง และมนุษย์เราคงไม่อยากกินมัน เพราะเราไม่ ชอบเนื้อที่เปียกแฉะ"

ดังนั้น ภายใต้เงามืดของวัฒนธรรม ของเรา จึงมีการฆ่าสัตว์ จำนวนมหาศาลเกิดขึ้น เฉพาะในสหรัฐอเมริกา ประเทศเดียว มีสัตว์ถึง 75 ล้านตัวถูกฆ่า เพื่อเป็นอาหารในแต่ละวัน ตัวเลขเหล่านี้ช่างน่าทึ่ง และนั่นคือที่มา ของวัฒนธรรมนี้ และหากเราไม่เริ่มมองทะลุม่าน แห่งการปฏิเสธของเรา และยอมรับความรุนแรงนี้ ไม่เพียงแต่ต่อมนุษย์ ที่ต้องกระทำการโหดร้าย เช่นนี้ในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาด้วย หากคุณอ่านหนังสือเกี่ยวกับ สิ่งที่คนงานในโรงฆ่าสัตว์ และคนงานในฟาร์มปศุสัตว์ ต้องเผชิญ ความรุนแรง การทำร้ายร่างกายคู่สมรส การติดยาเสพติด การติดสุรา ความทุกข์ยาก ในชีวิตของพวกเขา ประชากรประมาณหนึ่งพันล้าน คนประสบภาวะขาดสารอาหาร และหิวโหยเรื้อรัง และอีกหนึ่งพันล้านคน เป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกินเรื้อรัง เนื่องจาก บริโภคสัตว์ที่เลี้ยงด้วยธัญพืช ในปริมาณมาก

และความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่อสิ่งแวดล้อม และความไม่เชื่อมโยงกัน ที่แฝงอยู่เบื้องหลังนั้น ถูกปลูกฝังเข้ามาในตัวเรา โดยวัฒนธรรมและศาสนาของเรา โดยทุกสถาบัน เพราะเราไม่ต้องการมองสิ่งนี้ เพราะมันขัดกับ ธรรมชาติพื้นฐานของเรา ดังนั้น แนวคิดพื้นฐานคือ การปลุกความเมตตา ตามธรรมชาติของเรา และผมคิดว่านี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ ที่เราทุกคนมี นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ดีงาม การปฏิวัติที่ดีงาม และวิวัฒนาการที่ดีงาม ที่วัฒนธรรมของเราปรารถนา และโหยหา และเราสามารถเห็นได้ ในตอนนี้ว่า มันเกิดขึ้นตรงหน้าเราแล้ว!

และผมอยากเชิญชวนทุกคน ในห้องนี้ และทุกคน ที่กำลังฟังหรือรับชมอยู่ ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ให้ไปยังชุมชนของตนเอง และเผยแพร่ข้อความนี้ออกไป ผมเพิ่งไปเข้าค่ายเกี่ยวกับหนังสือ "อาหารเพื่อสันติภาพโลก" มีคนสี่สิบคนออกไป และตอนนี้ พวกเขากำลังเผยแพร่แนวคิด ใน "อาหารเพื่อสันติภาพโลก" ในชุมชนของพวกเขา เราสามารถทำเช่นนั้นได้กับ การศึกษาทุกรูปแบบและทุกวิถีทาง นี่คือการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า มันอาจจะยังไม่ปรากฏในสื่อมวลชน ในเร็ว ๆ นี้ แต่ว่ามันจะเกิดขึ้นได้ และจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อเราแข็งแกร่งพอ ดังนั้นโปรดช่วยกันเผยแพร่ ข้อความอันแสนวิเศษนี้ต่อไป และขอบคุณมากครับ ขอพระเจ้าอวยพรคุณ ยอดเยี่ยมมาก ขอบคุณครับ (ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณค่ะ)

Photo Caption: “ทุกฤดูกาลเตือนใจ ถึงธรรมชาติที่แสนสั้น ของการดำรงอยู่ที่เป็นภาพลวงตา แต่ยังเตือนใจถึง ชีวิตจริงที่อยู่เบื้องหลังมันด้วย”

ดาวน์โหลดรูปภาพ   

รับชมเพิ่มเติม
ทุกตอน (11/18)
รับชมเพิ่มเติม
วีดีโอล่าสุด
ข่าวเด่น
2026-04-26
1 รับชม
ซีรีส์หลายตอนเกี่ยวกับคำทำนายโบราณเกี่ยวกับดาวเคราะห์ของเรา
2026-04-26
518 รับชม
ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์
2026-04-26
562 รับชม
ข่าวเด่น
2026-04-25
843 รับชม
ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์
2026-04-25
1016 รับชม
39:16

ข่าวเด่น

495 รับชม
ข่าวเด่น
2026-04-24
495 รับชม
ข่าวเด่น
2026-04-24
1180 รับชม
แบ่งปัน
แบ่งปันไปที่
ฝัง
เริ่มที่
ดาวน์โหลด
โทรศัพท์มือถือ
โทรศัพท์มือถือ
ไอโฟน
แอนดรอยด์
รับชมในบราวเซอร์ในโทรศัพท์มือถือ
GO
GO
แอพ
สแกนโค้ดคิวอาร์ เลือกระบบโทรศัพท์ที่ถูกต้อง เพื่อดาวโหลด
ไอโฟน
แอนดรอยด์
Prompt
OK
ดาวน์โหลด